มาตรฐานความชื้นห้อง Server ควรพิจารณาทั้งความชื้นสัมพัทธ์ (RH) อุณหภูมิ และจุดน้ำค้าง (Dew Point) ร่วมกัน โดยแนวทาง ASHRAE TC 9.9 ฉบับที่ 5 (2021) แนะนำให้อุณหภูมิอากาศเข้าอุปกรณ์อยู่ที่ 18–27°C ส่วนความชื้นต้องอยู่ภายในขอบเขตที่กำหนดตามจุดน้ำค้างและ RH ซึ่งอาจแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมและข้อกำหนดด้านคุณภาพอากาศ
ดังนั้น การกำหนดความชื้นไว้ที่ 40–60% RH เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอสำหรับการดูแลห้อง Server ให้เหมาะสม บทความนี้จะอธิบายค่าที่แนะนำและค่าที่ยอมรับได้ตาม ASHRAE วิธีอ่านค่า RH ร่วมกับ Dew Point ตำแหน่งตรวจวัดที่เหมาะสม และแนวทางกำหนดข้อกำหนดใน TOR รวมถึงการเลือกอุปกรณ์ควบคุมความชื้นให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง
มาตรฐานความชื้นห้อง Server อ้างอิงจากอะไร?
แนวทางอ้างอิงสำคัญสำหรับการควบคุมสภาพแวดล้อมของอุปกรณ์ IT คือ Thermal Guidelines for Data Processing Environments จัดทำโดย ASHRAE Technical Committee 9.9 (TC 9.9) โดยฉบับที่ 5 เผยแพร่ในปี 2021 และมี Reference Card ฉบับปรับปรุงที่ระบุข้อมูลลิขสิทธิ์ปี 2021 และ 2024
เอกสารดังกล่าวให้แนวทางเกี่ยวกับอุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมที่อุปกรณ์ IT รองรับได้ โดยมีทั้งช่วงที่แนะนำให้ใช้เป็นเป้าหมายและช่วงที่อุปกรณ์สามารถทำงานได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ ASHRAE เป็นแนวทางทางเทคนิค ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้กับห้อง Server ทุกแห่งโดยอัตโนมัติ การกำหนดค่าควบคุมจึงควรพิจารณาร่วมกับข้อกำหนดของโครงการและคู่มือผู้ผลิตอุปกรณ์
แหล่งอ้างอิง:
- ASHRAE TC 9.9 Reference Card – Fifth Edition, Revised and Expanded
- ASHRAE Handbook: Data Centers and Telecommunication Facilities

ASHRAE กำหนดอุณหภูมิและความชื้นห้อง Server ไว้อย่างไร?
ตาม Reference Card ฉบับที่ 5 ของ ASHRAE ช่วงสภาพแวดล้อมที่แนะนำสำหรับอุปกรณ์ระบายความร้อนด้วยอากาศในคลาส A1–A4 มีรายละเอียดดังนี้
| รายการ | ช่วงที่แนะนำ |
|---|---|
| อุณหภูมิอากาศเข้าอุปกรณ์ | 18–27°C |
| จุดน้ำค้าง (Dew Point) | −9 ถึง 15°C |
| ขีดจำกัด RH | พิจารณาร่วมกับจุดน้ำค้าง โดยมีเงื่อนไข 70% RH หรือ 50% RH ตามผลการประเมินการกัดกร่อนจากอากาศปนเปื้อน |
ข้อสำคัญ: ค่า 70% RH หรือ 50% RH ในตาราง Recommended ไม่ใช่การกำหนดให้ทุกห้องเลือกค่าใดค่าหนึ่งได้โดยอิสระ เงื่อนไขนี้เกี่ยวข้องกับผลการตรวจสอบการกัดกร่อนของโลหะ เช่น แผ่นทดสอบเงินหรือทองแดง หากพบการกัดกร่อนเกินเกณฑ์ที่กำหนด ควรควบคุม RH ให้อยู่ที่ 50% หรือต่ำกว่า ตามหมายเหตุของ ASHRAE
ค่าข้างต้นเป็นกรอบอ้างอิงสำหรับอุปกรณ์ระบายความร้อนด้วยอากาศ ไม่ควรนำไปใช้แทนอุปกรณ์ทุกประเภทโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะระบบ High-density Server หรือระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวที่อาจมีข้อกำหนดแยกต่างหาก
ค่า Recommended กับ Allowable ต่างกันอย่างไร?
การแยกสองค่านี้ช่วยให้ผู้ดูแลระบบกำหนดเป้าหมายควบคุมได้เหมาะสม ไม่ใช่เพียงทำให้อุปกรณ์ยังเปิดใช้งานได้เท่านั้น
| รายการ | ความหมาย | วิธีนำไปใช้ |
|---|---|---|
| Recommended | ช่วงสภาพแวดล้อมที่ ASHRAE แนะนำให้ใช้เป็นเป้าหมายตามปกติ | ใช้ออกแบบและควบคุมระบบเพื่อสนับสนุนความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพ |
| Allowable | ช่วงที่อุปกรณ์ในคลาสนั้นได้รับการทดสอบให้สามารถทำงานได้ | ใช้ตรวจสอบขอบเขตการรองรับ ไม่ใช่เป้าหมายที่ควรใช้งานใกล้ขีดจำกัดตลอดเวลา |
ASHRAE ระบุว่าอุปกรณ์อาจยังทำงานได้ภายในช่วง Allowable แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรับประกันความน่าเชื่อถือหรือประสิทธิภาพในระดับเดียวกับการทำงานภายในช่วง Recommended
ช่วง Allowable ของอุปกรณ์คลาส A1–A4
Reference Card ฉบับที่ 5 ระบุช่วงอุณหภูมิและขอบเขตความชื้นที่ยอมรับได้ของอุปกรณ์แต่ละคลาสดังนี้
| คลาส | อุณหภูมิขณะทำงาน | ขอบเขตความชื้นด้านบน |
|---|---|---|
| A1 | 15–32°C | Dew Point ไม่เกิน 17°C และ RH ไม่เกิน 80% |
| A2 | 10–35°C | Dew Point ไม่เกิน 21°C และ RH ไม่เกิน 80% |
| A3 | 5–40°C | Dew Point ไม่เกิน 24°C และ RH ไม่เกิน 85% |
| A4 | 5–45°C | Dew Point ไม่เกิน 24°C และ RH ไม่เกิน 90% |
ขอบเขตด้านล่างของคลาส A1–A4 คือความชื้นที่มากกว่าระหว่างจุดน้ำค้าง −12°C กับ RH 8% โดยต้องพิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่ใช้ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งโดยไม่ดูอุณหภูมิ
คลาส A1 มักใช้กับอุปกรณ์ระดับองค์กรที่ต้องการการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด ขณะที่ A2–A4 รองรับช่วงสภาพแวดล้อมที่กว้างขึ้นตามประเภทอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบคลาสของอุปกรณ์จริงจากผู้ผลิตก่อนนำตัวเลขไปใช้
ตัวเลขในตารางเป็นกรอบ Allowable สำหรับอุปกรณ์ที่กำลังทำงาน ไม่ใช่ค่าตั้งเป้าหมายสำหรับระบบควบคุมความชื้น และไม่ควรนำไปใช้กับอุปกรณ์ทุกประเภทโดยไม่ตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะ

ทำไมการกำหนดความชื้นห้อง Server ด้วย RH อย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ?
ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) เป็นสัดส่วนระหว่างปริมาณไอน้ำในอากาศกับปริมาณไอน้ำที่อากาศสามารถรองรับได้ ณ อุณหภูมินั้น เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน ค่า RH จึงเปลี่ยนตามได้ แม้ปริมาณไอน้ำในอากาศจะเท่าเดิม
ส่วนจุดน้ำค้าง (Dew Point) คืออุณหภูมิที่อากาศเริ่มเกิดการควบแน่นเมื่อเย็นลงภายใต้ความดันเดียวกัน ค่านี้ช่วยประเมินปริมาณความชื้นในอากาศได้อีกมุมหนึ่ง และเป็นตัวแปรสำคัญในแนวทาง ASHRAE
ตัวอย่างเช่น หากอากาศสัมผัสพื้นผิวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดน้ำค้าง ก็อาจเกิดหยดน้ำบนพื้นผิวนั้นได้ ดังนั้น ผู้ดูแลระบบจึงควรตรวจสอบทั้งค่า RH อุณหภูมิอากาศ และจุดน้ำค้าง โดยเฉพาะบริเวณที่มีอากาศเย็นหรือมีความเสี่ยงต่อการควบแน่น
อ่านเพิ่มเติม:
ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างจุดน้ำค้างกับ RH
ตารางต่อไปนี้เป็นค่าประมาณที่คำนวณจากความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ จุดน้ำค้าง และ RH ไม่ใช่ตารางที่ ASHRAE ระบุไว้โดยตรง
| อุณหภูมิอากาศ | RH โดยประมาณเมื่อ Dew Point = −9°C | RH โดยประมาณเมื่อ Dew Point = 15°C |
|---|---|---|
| 18°C | 15% | 83% |
| 22°C | 12% | 65% |
| 24°C | 10% | 57% |
| 27°C | 9% | 48% |
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า จุดน้ำค้างเดียวกันสามารถสัมพันธ์กับค่า RH ที่ต่างกันได้ตามอุณหภูมิ และขอบเขตที่ใช้ได้จริงต้องเป็นไปตามข้อจำกัดทั้งสองด้าน
ตัวอย่างเช่น ที่อุณหภูมิ 22°C จุดน้ำค้าง 15°C เทียบได้กับ RH ประมาณ 65% หากโครงการมีข้อจำกัด RH ไม่เกิน 60% ก็ต้องใช้เพดาน RH เป็นเงื่อนไขจำกัดก่อน แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 27°C จุดน้ำค้าง 15°C จะเทียบได้กับ RH ประมาณ 48% ซึ่งข้อจำกัดจากจุดน้ำค้างจะเป็นตัวกำหนดขอบบนก่อน
การคำนวณนี้ใช้ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรเท่านั้น ไม่ควรนำไปแทนข้อกำหนดในเอกสารมาตรฐานหรือใช้เป็นค่าเป้าหมายสำหรับทุกห้อง Server
ควรตั้งค่าความชื้นห้อง Server ไว้เท่าไหร่ในการใช้งานจริง?
การตั้งค่าควบคุมควรเริ่มจากช่วง Recommended และข้อกำหนดของอุปกรณ์ ไม่ใช่เลือกตัวเลข RH โดยไม่พิจารณาอุณหภูมิและจุดน้ำค้าง
แนวทางกำหนดค่าปฏิบัติประกอบด้วย
- ตรวจสอบข้อกำหนดของอุปกรณ์: ดูช่วงอุณหภูมิและความชื้นที่ผู้ผลิตระบุสำหรับ Server, Storage และอุปกรณ์เครือข่าย
- เลือกเป้าหมายภายในกรอบที่แนะนำ: พิจารณา RH และ Dew Point พร้อมกัน รวมถึงเงื่อนไขด้านการกัดกร่อนหากเกี่ยวข้อง
- ตั้งค่าแจ้งเตือนก่อนออกนอกกรอบ: กำหนดระดับเตือนให้มีเวลาตรวจสอบและแก้ไข ไม่รอจนค่าถึงขีดจำกัด Allowable
- ติดตามความผันผวน: ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงระหว่างวันและในช่วงฤดูฝน
- ทดสอบระบบหลังปรับตั้ง: ตรวจสอบว่าระบบสามารถรักษาสภาพแวดล้อมได้จริงตามเป้าหมาย
ช่วง 40–55% RH อาจเป็นเป้าหมายปฏิบัติในบางโครงการ แต่ต้องตรวจสอบว่าเข้ากับอุณหภูมิ จุดน้ำค้าง และข้อกำหนดของอุปกรณ์หรือไม่ จึงไม่ควรนำช่วงนี้ไปอ้างว่าเป็นข้อกำหนดตายตัวของ ASHRAE
หากตรวจพบว่าห้องมีความชื้นสูงต่อเนื่อง แม้ระบบปรับอากาศทำงานอยู่ ควรตรวจสอบภาระความชื้นและประสิทธิภาพของระบบก่อนเลือกอุปกรณ์เพิ่มเติม สามารถศึกษาอุปกรณ์ได้ที่ เครื่องลดความชื้น
ควรวัดความชื้นตรงไหนในห้อง Server?
การวัด RH ที่ผนังห้องเพียงจุดเดียวอาจไม่สะท้อนสภาพอากาศที่อุปกรณ์ได้รับจริง เนื่องจากการกระจายลม อุณหภูมิ และความชื้นสามารถแตกต่างกันตามตำแหน่ง
ตำแหน่งตรวจวัดที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ช่องดูดอากาศเข้าอุปกรณ์: ใช้ตรวจสอบสภาพอากาศที่ Server ได้รับจริงและเปรียบเทียบกับกรอบที่กำหนด
- หลายระดับของ Rack: ตรวจวัดด้านล่าง กลาง และบน หากมีความแตกต่างของอุณหภูมิหรือการไหลเวียนของอากาศ
- บริเวณเสี่ยงต่ออากาศรั่ว: เช่น ใกล้ประตูหรือบริเวณที่อากาศภายนอกอาจเข้าสู่ห้อง
- บริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ: ใช้ตรวจสอบความเสี่ยงจากการควบแน่นร่วมกับค่า Dew Point
นอกจากตำแหน่งติดตั้ง ควรบันทึกอุณหภูมิและ RH อย่างต่อเนื่อง หากระบบรองรับควรติดตามจุดน้ำค้างด้วย พร้อมตั้งค่าการแจ้งเตือนและสอบเทียบเซ็นเซอร์ตามรอบบำรุงรักษา
ข้อมูลย้อนหลังช่วยให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบได้ว่าความชื้นเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาใด และอาจเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศภายนอก ระบบปรับอากาศ หรือการกระจายลมภายในห้องอย่างไร
ปัจจัยที่ทำให้ควบคุมความชื้นห้อง Server ได้ยาก
แม้ตั้งค่าระบบไว้เหมาะสมแล้ว แต่สภาพแวดล้อมจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยของอาคารและระบบทำความเย็น ดังนี้
อากาศภายนอกที่มีความชื้นสูง
ประเทศไทยมีช่วงเวลาที่อากาศภายนอกชื้นมาก หากนำลมภายนอกมาใช้ระบายความร้อน ต้องพิจารณาจุดน้ำค้างของลมที่นำเข้าด้วย ไม่ใช่ดูเพียงอุณหภูมิภายนอก
การรั่วไหลระหว่างโซนลมร้อนและลมเย็น
การรั่วไหลของอากาศระหว่างโซนทำให้การกระจายอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง และอาจทำให้สภาพแวดล้อมที่อุปกรณ์ได้รับแตกต่างจากค่าที่ตั้งไว้ จึงควรตรวจสอบการจัดการทางลมร่วมกับระบบควบคุมความชื้น
การควบแน่นบนพื้นผิวที่เย็น
หากพื้นผิวมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดน้ำค้างของอากาศ ก็มีโอกาสเกิดหยดน้ำได้ จึงควรตรวจสอบบริเวณที่มีอากาศเย็นไหลผ่านและจุดที่มีความเสี่ยงต่อการควบแน่น
อากาศปนเปื้อนและการกัดกร่อน
ความชื้นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สารปนเปื้อนในอากาศอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการกัดกร่อนเมื่อทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ASHRAE จึงให้ความสำคัญกับการประเมินความชื้นร่วมกับระดับการกัดกร่อนจากสารปนเปื้อนในอากาศด้วย

เลือกเครื่องลดความชื้นสำหรับห้อง Server อย่างไร?
การเลือกเครื่องลดความชื้นสำหรับห้อง Server ควรพิจารณามากกว่ากำลังลดความชื้นของเครื่อง โดยต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมภายในห้อง อุณหภูมิใช้งาน และการทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศ เพื่อให้ควบคุมความชื้นได้ตามเป้าหมายอย่างเหมาะสม ปัจจัยสำคัญที่ควรตรวจสอบมีดังนี้
1. ประเมินภาระความชื้นก่อนเลือกขนาดเครื่อง
ภาระความชื้นของห้อง Server ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การรั่วไหลของอากาศจากภายนอก การเปิดประตูเข้าออก และความชื้นจากพื้นที่ข้างเคียง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ประเมินกำลังลดความชื้นที่เหมาะสมได้แม่นยำกว่าการใช้ขนาดห้องเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว
2. ตรวจสอบอุณหภูมิและความแม่นยำในการควบคุม RH
เครื่องลดความชื้นแต่ละประเภทอาจมีประสิทธิภาพแตกต่างกันตามอุณหภูมิขณะใช้งาน จึงควรตรวจสอบช่วงอุณหภูมิที่เครื่องรองรับ รวมถึงช่วงการตั้งค่าและความแม่นยำของเซนเซอร์ เพื่อให้สามารถควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด
3. พิจารณาการทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศ
ห้อง Server ต้องควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้น การติดตั้งเครื่องลดความชื้นจึงควรคำนึงถึงความร้อนที่เครื่องปล่อยออกมา การกระจายลม และผลต่อภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ เพื่อไม่ให้การลดความชื้นส่งผลกระทบต่อการรักษาอุณหภูมิของอุปกรณ์ IT
4.วางแผนระบบระบายน้ำและการบำรุงรักษา
ควรตรวจสอบตำแหน่งติดตั้งและเส้นทางระบายน้ำจากเครื่องลดความชื้นให้เหมาะสม พร้อมพิจารณาความสะดวกในการทำความสะอาด การเปลี่ยนชิ้นส่วน และระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติ โดยเฉพาะห้อง Server ที่ต้องการความต่อเนื่องในการทำงาน
5. ตรวจสอบความเหมาะสมก่อนติดตั้ง
ก่อนเลือกรุ่นควรให้ผู้จำหน่ายประเมินสภาพหน้างาน ภาระความชื้น อุณหภูมิใช้งาน และเงื่อนไขของระบบปรับอากาศเดิม เพื่อให้เลือกอุปกรณ์ได้เหมาะสมกับห้อง Server และลดความเสี่ยงจากการควบคุมความชื้นที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
สรุป
การควบคุมความชื้นในห้อง Server ควรพิจารณาทั้งความชื้นสัมพัทธ์ (RH) อุณหภูมิ และจุดน้ำค้าง (Dew Point) ร่วมกัน โดยอ้างอิงแนวทาง ASHRAE TC 9.9 และข้อกำหนดของผู้ผลิตอุปกรณ์ IT เพื่อให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เครือข่าย
นอกจากการตั้งค่าเป้าหมายความชื้นแล้ว ควรตรวจวัดค่าจากตำแหน่งที่เหมาะสม ติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และประเมินระบบปรับอากาศร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมความชื้น หากระบบเดิมไม่สามารถรักษาค่าความชื้นให้อยู่ในช่วงที่กำหนด ควรประเมินสภาพหน้างานก่อนเลือกเครื่องลดความชื้น เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมกับห้อง Server และช่วยลดความเสี่ยงจากความชื้นที่ไม่เหมาะสมต่ออุปกรณ์
FAQ
Q1: ห้อง Server ควรมีความชื้นกี่เปอร์เซ็นต์?
A: 18–27°C ตามแนวทาง ASHRAE TC 9.9 ช่วงอุณหภูมิที่แนะนำสำหรับอุปกรณ์ทั่วไป ส่วนความชื้นต้องพิจารณาร่วมกับค่า RH จุดน้ำค้าง และข้อกำหนดของผู้ผลิต
Q2: ความชื้นในห้อง Server สูงเกินไปส่งผลอย่างไร?
A: อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการควบแน่นและการกัดกร่อนของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเมื่อมีสารปนเปื้อนร่วมด้วย
Q3: RH กับ Dew Point ต่างกันอย่างไร?
A: RH คือความชื้นสัมพัทธ์ ณ อุณหภูมินั้น ส่วน Dew Point คืออุณหภูมิที่ไอน้ำเริ่มควบแน่นเมื่ออากาศเย็นลง ทั้งสองค่าช่วยประเมินสภาพความชื้นในห้อง Server
Q4: ควรติดตั้งเซนเซอร์วัดความชื้นในห้อง Server ตรงไหน?
A: ควรวัดบริเวณทางลมเข้าของตู้ Rack และตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ ตามลักษณะการไหลเวียนของอากาศ เพื่อให้ได้ค่าที่สะท้อนสภาพจริง
Q5: ห้อง Server จำเป็นต้องใช้เครื่องลดความชื้นหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นหากระบบปรับอากาศควบคุมความชื้นได้ตามเป้าหมาย หากควบคุมไม่ได้ ควรประเมินสาเหตุก่อนเลือกอุปกรณ์ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ เครื่องลดความชื้น
หากต้องการควบคุมความชื้นในห้อง Server ให้เหมาะสมกับการทำงานของอุปกรณ์ IT ทีมงาน DRYER-D พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำเครื่องลดความชื้นที่เหมาะกับสภาพหน้างาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เครื่องลดความชื้น
☎️ Tel: 02-906-7988, 02-033-5165
🟢 Line: @Dryer-D
📬 Email: dryer.dservice@gmail.com
📘 Facebook: เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น