เครื่องลดความชื้นในบ้าน คือตัวช่วยดึงความชื้นส่วนเกินออกจากอากาศ ทำให้บรรยากาศในบ้านสบายขึ้น และลดปัญหาที่มักตามมาพร้อมกับอากาศร้อนชื้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา กลิ่นอับ หรืออาการแพ้ที่กำเริบบ่อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของไทยที่ทั้งร้อน และชื้นพร้อมกัน
บทความนี้รวบรวมข้อมูลที่คุณต้องรู้ก่อนเลือกซื้อเครื่องลดความชื้นในบ้าน ตั้งแต่หลักการทำงานของเครื่อง ไปจนถึงปัจจัยที่ควรดูให้ครบก่อนตัดสินใจ เพื่อให้คุณได้เครื่องที่เหมาะกับบ้าน และสามารถรับมือกับ สภาพอากาศร้อนชื้น
เครื่องลดความชื้นในบ้านคืออะไร?
เครื่องลดความชื้น (Dehumidifier) คืออุปกรณ์ที่ดูดอากาศชื้นเข้ามา แยกน้ำออก แล้วปล่อยอากาศที่แห้งกว่าออกมาใหม่ ทำให้ค่าความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity หรือ RH) ในห้องลดลงสู่ระดับที่เหมาะสมต่อสุขภาพและความสะดวกสบาย โดยเฉพาะในบ้านที่ต้องเผชิญกับ อากาศร้อนชื้น เป็นประจำ
ในบ้านทั่วไป ค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมอยู่ที่ 40-60% RH ถ้าสูงกว่านี้ร่างกายจะรู้สึกอึดอัด เหนียวตัว และทำให้เชื้อรา ไรฝุ่น หรือแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น
จุดสำคัญ:
ความชื้นสัมพัทธ์ในไทยช่วงฤดูร้อนมักอยู่ที่ 70-85% ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานสุขภาพมาก เครื่องลดความชื้นจึงไม่ใช่อุปกรณ์ฟุ่มเฟือย แต่เป็นตัวช่วยที่จำเป็นสำหรับบ้านในเมืองไทย
ทำไมบ้านในไทยถึงต้องการเครื่องลดความชื้น?
ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น อากาศมีความชื้นสูงตลอดปี แต่ช่วงที่หนักที่สุดคือ ต้นฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม) ที่อุณหภูมิพุ่งสูง และความชื้นก็ยังไม่ได้ลดลง
1. อากาศร้อนชื้นทำให้รู้สึกร้อนกว่าความเป็นจริง
เมื่ออากาศมีความชื้นสูง เหงื่อบนผิวหนังระเหยได้ช้าลง ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดีพอ จะรู้สึกร้อนและอึดอัดมากกว่าอุณหภูมิจริงที่วัดได้ นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ดัชนีความร้อน” (Heat Index) ซึ่งอาจทำให้รู้สึกร้อนกว่าจริงได้ถึง 5-10 องศา
2. ความชื้นสูงทำลายบ้าน และข้าวของอย่างเงียบ ๆ
บ้านที่ต้องเจอกับ อากาศร้อนชื้น เป็นเวลานาน มักพบปัญหาเหล่านี้ : เชื้อราขึ้นบนผนังและฝ้าเพดาน, สีบ้านลอกหรือพอง, ไม้พื้นหรือเฟอร์นิเจอร์ไม้บวม, กลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสื่อมสภาพเร็วกว่าอายุการใช้งานปกติ ปัญหาเหล่านี้ค่อย ๆ สะสมโดยที่เราไม่รู้ตัว กว่าจะสังเกตเห็นชัดเจนก็มักเสียหายไปแล้ว

3. ความชื้นกระตุ้นอาการภูมิแพ้
ไรฝุ่น (Dust Mite) และสปอร์เชื้อรา คือสาเหตุหลักของโรคภูมิแพ้ในบ้านที่คนไทยเป็นกันมาก ทั้งสองอย่างนี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงกว่า 60% ถ้าบ้านคุณมีสมาชิกที่แพ้ฝุ่นหรือแพ้อากาศ การควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมช่วยลดอาการได้อย่างชัดเจน
วิธีเลือกเครื่องลดความชื้นในบ้านให้เหมาะกับการใช้งาน
ก่อนตัดสินใจซื้อ มีปัจจัยหลัก 4 อย่างที่ต้องพิจารณา เพราะเครื่องที่ขนาดไม่เหมาะกับพื้นที่จะทำงานหนักเกินไปหรือไม่มีประสิทธิภาพพอ ไม่ว่าราคาจะแพงแค่ไหนก็ตาม
1. กำลังลดความชื้น (Capacity) ต้องเหมาะกับขนาดห้อง
กำลังลดความชื้นวัดเป็นลิตรต่อวัน (L/day) ยิ่งพื้นที่ใช้งานใหญ่และชื้นมาก ต้องการค่าตัวเลขนี้สูงขึ้น
- ห้องขนาดเล็ก (ไม่เกิน 20 ตร.ม.): 10-16 L/day
- ห้องขนาดกลาง (20-40 ตร.ม.): 16-20 L/day
- พื้นที่กว้าง (40-80 ตร.ม.): 20-30 L/day ขึ้นไป
ถ้าห้องที่ต้องการลดความชื้นเป็นห้องใต้ดิน ห้องซักล้าง หรือพื้นที่ระบายอากาศไม่ดี ให้เลือกขนาดที่ใหญ่ขึ้นหน่อยเพื่อให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพจริง
2. ระบบระบายน้ำ: ถังหรือท่อออก?
เครื่องลดความชื้นดึงน้ำออกจากอากาศได้เยอะ ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบระบายออกที่เหมาะกับการใช้งาน
- ถังเก็บน้ำ: ง่ายต่อการติดตั้ง แต่ต้องเทน้ำทิ้งทุกวัน เหมาะกับการใช้แบบชั่วคราวหรือใช้เป็นครั้งคราว
- ท่อระบายน้ำออกต่อเนื่อง: ต่อท่อระบายน้ำออกโดยตรง ไม่ต้องคอยเทน้ำ เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องหรือเปิดทิ้งไว้ทั้งวัน
ถ้าวางแผนเปิดเครื่องทิ้งไว้ตอนกลางคืนหรือตอนออกนอกบ้าน แนะนำรุ่นที่รองรับการต่อท่อระบายน้ำออกจะสะดวกกว่ามาก
3. ระดับเสียงขณะทำงาน
เครื่องลดความชื้นทำงานโดยใช้ระบบคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ซึ่งมีเสียงพอสมควร ถ้าตั้งในห้องนอนหรือห้องทำงาน ควรดูค่าเสียงเป็นหลักก่อนซื้อ ค่าเสียงที่ยอมรับได้สำหรับห้องนอนคือ ไม่เกิน 45 dB ส่วนพื้นที่อื่นที่ไม่ต้องการความเงียบมาก อาจได้ถึง 50-55 dB
4. ฟังก์ชันเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา
ฟังก์ชันเหล่านี้ไม่จำเป็นทุกอย่าง แต่เลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์จริง ๆ
- Auto restart: เปิดเครื่องใหม่โดยอัตโนมัติหลังไฟดับ ดีสำหรับการใช้งานต่อเนื่อง
- Defrost อัตโนมัติ: ป้องกันคอยล์น้ำแข็งในสภาพอากาศเย็นกว่า 15°C
- ตัวกรองอากาศ: บางรุ่นมีฟิลเตอร์กรองฝุ่นหรือกลิ่นเพิ่มเติม เหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง
- Timer และ Humidistat: ตั้งเวลาเปิด-ปิด หรือตั้งค่าความชื้นเป้าหมายให้เครื่องปรับอัตโนมัติ

Tips:
ถ้าใช้เครื่องในห้องแอร์ที่เย็นมาก ควรเลือกรุ่นที่มีระบบ Defrost โดยเฉพาะ เพราะอุณหภูมิต่ำทำให้คอยล์เย็นของเครื่องแข็งตัว และประสิทธิภาพการลดความชื้นจะตกลงอย่างชัดเจน
เลือกระบบ Compressor หรือ Desiccant ดี?
แต่ละระบบเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน เครื่องลดความชื้นในตลาดแบ่งเป็น 2 ระบบหลัก ดังนี้
1. ระบบ Compressor (คอมเพรสเซอร์)
ใช้หลักการเดียวกับแอร์คอนดิชันเนอร์ ดูดอากาศผ่านคอยล์เย็น น้ำในอากาศจะควบแน่นและหยดลงถัง ประสิทธิภาพสูงในสภาพอากาศร้อนชื้น เหมาะมากสำหรับเมืองไทย ราคาถูกกว่าและค่าไฟต่ำกว่า แต่มีเสียงมากกว่าเล็กน้อย
2. ระบบ Desiccant (สารดูดความชื้น)
ใช้สาร Silica Gel หรือ Zeolite ดูดซับความชื้น แล้วใช้ความร้อนระเหยน้ำออก ทำงานได้ดีแม้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 15°C เงียบกว่า แต่ใช้ไฟมากกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ดึงออกได้
สำหรับการใช้ในบ้านในไทย ระบบ Compressor เหมาะกว่าในแง่ความคุ้มค่า เพราะอากาศบ้านเราร้อน และชื้นพอที่ระบบ Compressor จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดปี
สรุป
เครื่องลดความชื้นในบ้านช่วยควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับเหมาะสม ลดปัญหาที่เกิดจาก อากาศร้อนชื้น เช่น ความอับ เชื้อรา และอาการภูมิแพ้ การเลือกควรดูขนาดพื้นที่ ระบบระบายน้ำ และฟังก์ชันให้เหมาะกับการใช้งาน โดยเครื่องแบบ Compressor เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นในไทยมากที่สุด
FAQ
Q1: เครื่องลดความชื้นกับแอร์ต่างกันอย่างไร?
A: แอร์มีหน้าที่หลักคือ ทำให้ห้องเย็น และสามารถลดความชื้นได้ในระดับหนึ่ง ส่วนเครื่องลดความชื้นออกแบบมาเพื่อลดความชื้นโดยเฉพาะ เหมาะกับบ้านที่มี อากาศร้อนชื้น และสามารถใช้ร่วมกับแอร์เพื่อเพิ่มความสบายได้
Q2: เครื่องลดความชื้นกินไฟมากแค่ไหน?
A: ขึ้นกับขนาดและรุ่น โดยทั่วไปเครื่องขนาด 20 L/day ใช้ไฟประมาณ 300-500 วัตต์ เทียบกับแอร์ขนาดกลางที่ใช้ 800-1,200 วัตต์ ถ้าใช้งานวันละ 8 ชั่วโมง ค่าไฟเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ
Q3: ต้องเปิดเครื่องลดความชื้นตลอดเวลาไหม?
A: ไม่จำเป็น ส่วนใหญ่เปิดจนกว่าค่าความชื้นในห้องจะลงมาสู่ระดับที่ต้องการ (40-60% RH) เครื่องหลายรุ่นมีระบบ Humidistat ที่ควบคุมการทำงานอัตโนมัติเพื่อให้ประหยัดไฟได้มากขึ้น
Q4: น้ำที่ออกมาจากเครื่องลดความชื้นใช้ได้ไหม?
A: น้ำที่ได้จากกระบวนการกลั่นตัวค่อนข้างสะอาด แต่ไม่แนะนำให้ดื่ม เพราะอาจมีสารปนเปื้อนจากอากาศหรือภายในเครื่อง ใช้รดน้ำต้นไม้หรือทำความสะอาดได้
Q5: ควรวางเครื่องลดความชื้นไว้ที่ไหนในบ้าน?
A: ควรวางในจุดที่อากาศถ่ายเทได้ดี ห่างจากผนังอย่างน้อย 30-50 ซม. ไม่ควรวางในมุมอับหรือห้องที่ปิดสนิท เพราะเครื่องต้องดูดอากาศเข้าและปล่อยออกได้สะดวก
การเลือกเครื่องลดความชื้นที่เหมาะสม จะช่วยแก้ปัญหาอากาศร้อนชื้นได้อย่างตรงจุด หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ทีมงาน Dryer-D ยินดีให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สามารถดูสินค้าเครื่องลดความชื้นที่เราจำหน่ายได้ที่ >> สินค้าของเรา
☎️ Tel: 02-906-7988, 02-033-5165
🟢 Line: @Dryer-D
📬 Email: dryer.dservice@gmail.com
📘 Facebook: เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น