26 ส.ค. 2026

เจาะลึก! การคุมความชื้นห้องทดลอง (Lab) ให้สอดคล้องตามมาตรฐาน ISO

ISO/IEC 17025 ไม่ได้กำหนดค่า RH ตายตัว แต่ให้ห้องทดลอง (Lab) กำหนด ควบคุม และบันทึกความชื้นตามวิธีทดสอบ เพื่อให้ผลทดสอบถูกต้องและตรวจสอบได้

การควบคุมความชื้นในห้องทดลอง (Lab) ตาม ISO/IEC 17025 ไม่ได้หมายความว่าทุกห้องต้องใช้ค่า RH เดียวกัน เพราะมาตรฐานไม่ได้กำหนดตัวเลขตายตัว แต่ให้ห้องแล็บกำหนด ควบคุม และบันทึกสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อความถูกต้องของผลทดสอบ โดยอ้างอิงจากวิธีทดสอบหรือมาตรฐานที่ใช้

บทความนี้จะพาไปดูว่า แต่ละมาตรฐานกำหนดอุณหภูมิและความชื้นไว้อย่างไร ความชื้นส่งผลต่อผลทดสอบอย่างไร และควรออกแบบระบบควบคุมความชื้นแบบไหนให้รักษาค่าได้อย่างสม่ำเสมอในสภาพอากาศเมืองไทย

มาตรฐาน ISO กำหนดความชื้นห้องทดลอง (Lab) ไว้เท่าไร?

คำตอบ คือขึ้นอยู่กับว่าห้องแล็บใช้วิธีทดสอบตามมาตรฐานไหน มาตรฐานระบบอย่าง ISO/IEC 17025 จะกำหนดเป็นหน้าที่ ส่วนมาตรฐานวิธีทดสอบเฉพาะทางจะกำหนดเป็นตัวเลข ตารางด้านล่างสรุปค่าที่พบบ่อยที่สุดในห้องแล็บไทย

มาตรฐาน ขอบเขต อุณหภูมิ / ความชื้นสัมพัทธ์
ISO/IEC 17025:2017 ข้อ 6.3 ระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ ไม่ระบุตัวเลข แต่ต้องกำหนดเป็นเอกสาร ควบคุม และเฝ้าติดตาม
ISO 291 Class 1 พลาสติกและพอลิเมอร์ 23°C ±1°C / 50% RH ±5%
ISO 291 Class 2 พลาสติก (พิกัดปกติ) 23°C ±2°C / 50% RH ±10%
ISO 139 (มาตรฐานหลัก) สิ่งทอ 20°C ±2°C / 65% RH ±4%
ISO 139 (บรรยากาศเขตร้อน) สิ่งทอในเขตร้อน 27°C ±2°C / 65% RH ±4%

จุดสำคัญ:

ผู้ตรวจประเมินไม่ได้ถามว่า “ห้องคุณตั้งกี่เปอร์เซ็นต์” แต่ถามว่า “คุณกำหนดค่านี้มาจากไหน ควบคุมด้วยอะไร และมีหลักฐานย้อนหลังไหม” การมีเครื่องลดความชื้นแต่ไม่มีบันทึกข้อมูล จึงยังไม่ถือว่าผ่าน

กำหนดพิกัดความคลาดเคลื่อนของค่าความชื้น

ความคลาดเคลื่อนของค่าความชื้นมีผลโดยตรง ยิ่งต้องการความแม่นยำสูง ระบบก็ต้องควบคุมและปรับค่าได้ละเอียดขึ้น

  • 50% RH ±10% ช่วงการควบคุมกว้างกว่า ระบบทั่วไปสามารถรองรับได้
  • 50% RH ±5% ต้องการความแม่นยำสูงกว่า จึงต้องมีระบบวัดและปรับค่าความชื้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ISO 291 ยังกำหนดให้ปรับสภาพชิ้นงานอย่างน้อย 88 ชั่วโมง ในบางเงื่อนไขมาตรฐาน ดังนั้นห้องแล็บต้องสามารถรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่ทำการทดสอบ

ความชื้นส่งผลต่อผลทดสอบอย่างไร?

ความชื้นมีผลต่อทั้ง ตัวอย่าง เครื่องมือ และสภาพแวดล้อมในการทดสอบ โดยเฉพาะวัสดุที่ดูดและคายน้ำได้ง่าย หากควบคุมไม่เหมาะสม ผลทดสอบอาจเปลี่ยนไปจากค่าจริง

1. น้ำหนักและขนาดของชิ้นงานเปลี่ยน

วัสดุอย่าง กระดาษ ไม้ สิ่งทอ และไนลอน สามารถดูดหรือคายความชื้นจากอากาศ ทำให้น้ำหนัก ขนาด และคุณสมบัติของชิ้นงานเปลี่ยนไป

2. ความแข็งแรงของวัสดุเปลี่ยน

ความชื้นส่งผลต่อสมบัติเชิงกลของวัสดุ เช่น ไนลอน อาจยืดตัวมากขึ้นเมื่อดูดความชื้น ขณะที่ กระดาษและกระดาษลูกฟูก จะอ่อนตัวลงและรับแรงได้น้อยลง จึงต้องปรับสภาพชิ้นงานก่อนทดสอบตามมาตรฐานที่กำหนด

3. ความชื้นต่ำทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต

เมื่อความชื้นต่ำเกินไป ไฟฟ้าสถิตอาจสะสมบนภาชนะและตัวอย่าง ทำให้ เครื่องชั่งความละเอียดสูงอ่านค่าไม่นิ่ง และส่งผลต่อความแม่นยำในการชั่ง

4. เครื่องมือและอุปกรณ์เสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพ

ความชื้นสูงต่อเนื่องอาจทำให้ ชิ้นส่วนโลหะ ตุ้มน้ำหนักมาตรฐาน และอุปกรณ์สอบเทียบ เกิดสนิมหรือออกไซด์ ส่งผลต่อความแม่นยำและอายุการใช้งานของอุปกรณ์

ควบคุมความชื้นในห้องแล็บให้คงที่ และผ่านการตรวจมาตรฐาน

การควบคุมความชื้นในห้องแล็บให้คงที่ ไม่ควรพึ่งเครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบทั้ง ระบบลดความชื้น การป้องกันอากาศภายนอก และการบันทึกข้อมูล ให้ทำงานร่วมกัน

1. กำหนดค่าจากวิธีทดสอบที่ใช้จริง

เริ่มจากตรวจสอบมาตรฐานและวิธีทดสอบที่อยู่ในขอบข่ายการรับรอง แล้วกำหนด อุณหภูมิ ความชื้น และค่าความคลาดเคลื่อน ตามข้อกำหนดของแต่ละงาน

หากห้องเดียวต้องรองรับงานที่ใช้สภาวะแตกต่างกันมาก ควรพิจารณา แยกห้องหรือทำห้องปรับสภาพเฉพาะ แทนการใช้ค่ากลางที่อาจไม่เหมาะกับงานใดงานหนึ่ง

2. แอร์ไม่ได้มีหน้าที่ลดความชื้นโดยเฉพาะ

เครื่องปรับอากาศลดความชื้นด้วยการทำให้อากาศเย็นจนน้ำกลั่นตัวที่คอยล์ ซึ่งแปลว่าเครื่องจะลดความชื้นได้ก็ต่อเมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงาน พอห้องเย็นถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ คอมเพรสเซอร์ตัดการทำงาน ความชื้นก็ไต่กลับขึ้นทันที

ผล คือค่าความชื้นในห้องแกว่งขึ้นลงตลอดวันแม้อุณหภูมิจะนิ่ง ประเด็นนี้อธิบายไว้ละเอียดในบทความ วิธีลดความชื้นในห้องแอร์

ทางแก้ คือใช้เครื่องลดความชื้นอุตสาหกรรม ทำหน้าที่คุมความชื้นแยกจากแอร์ โดยเฉพาะห้องที่ต้องคุม 50% RH หรือต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 23°C ซึ่งเป็นจุดที่ระบบทำความเย็นอย่างเดียวเอาไม่อยู่ในสภาพอากาศไทย

3. ควบคุมอากาศภายนอก เพื่อลดความชื้นภายในห้อง

อากาศภายนอกที่ร้อนและชื้น โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน สามารถเพิ่มภาระให้ระบบได้มาก จึงควรลดการนำความชื้นเข้าสู่ห้องด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น

  • ทำห้องความดันบวก เพื่อป้องกันอากาศชื้นไหลย้อนเข้าห้อง
  • ติดตั้ง Air Lock หรือประตูสองชั้นในพื้นที่ที่ต้องควบคุมเข้มงวด
  • ลดความชื้นของอากาศเติม ก่อนนำเข้าสู่ห้อง
  • ปิดรอยรั่ว รอบท่อ ฝ้าเพดาน และช่องเดินสายต่าง ๆ

4. เก็บข้อมูลให้พร้อมสำหรับการตรวจประเมิน

การตรวจไม่ได้ดูเฉพาะค่าที่แสดงอยู่บนหน้าจอ แต่ควรมี ข้อมูลย้อนหลัง เพื่อยืนยันว่าห้องสามารถรักษาสภาวะที่กำหนดได้อย่างต่อเนื่อง

ระบบควรมี Data Logger สำหรับบันทึกค่าอุณหภูมิและความชื้น พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อค่าเกินเกณฑ์ และใช้เซ็นเซอร์ที่มี ใบรับรองการสอบเทียบ (Calibration) ที่ยังใช้งานได้

ข้อควรระวัง:

ตำแหน่งติดเซ็นเซอร์มีผลต่อค่าที่บันทึกมาก อย่าติดใกล้ช่องจ่ายลมหรือติดชิดผนังภายนอก ควรติดที่ระดับความสูงเดียวกับชิ้นงานและอยู่ในบริเวณที่ทำการทดสอบจริง

Tips:

ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องลดความชื้น ให้บันทึกค่าอุณหภูมิและความชื้นในห้องทุก 15 นาทีต่อเนื่อง 7 วัน โดยครอบคลุมทั้งวันทำงานและวันหยุด กราฟที่ได้จะบอกทันทีว่าปัญหาเกิดจากโหลดความชื้นภายในห้อง หรือเกิดจากอากาศรั่วเข้าตอนไม่มีคนใช้งาน

ตัวอย่างหน้างานจริง: แก้ปัญหาความชื้นไม่คงที่ในห้องทดลอง (Lab) ของสถาบันวิจัยโลหะ

ปัญหา: ความชื้นเกินเกณฑ์

ห้องปรับสภาพชิ้นงานต้องควบคุมที่ 23°C และ 50% RH ตาม ISO 291 แต่ข้อมูลจาก Data Logger พบว่าความชื้นแกว่งระหว่าง 48–68% RH และมักพุ่งสูงหลังเปิดประตูรับชิ้นงาน

ความชื้นไม่สามารถกลับเข้าสู่ช่วงที่กำหนดได้ทันเวลา ทำให้บางล็อตต้อง เริ่มนับเวลาปรับสภาพ 88 ชั่วโมงใหม่

วิธีแก้ไข: แยกระบบควบคุมความชื้นออกจากแอร์

จากการตรวจสอบพบว่า ห้องใช้เครื่องปรับอากาศเป็นหลัก จึงปรับระบบโดย

  • ติดตั้ง เครื่องลดความชื้นแยกจากระบบปรับอากาศ
  • ปรับอากาศเติมให้ผ่านระบบลดความชื้นก่อนเข้าห้อง
  • ทำห้องเป็น ความดันบวก เพื่อลดอากาศชื้นจากภายนอก
  • ย้ายเซ็นเซอร์ไปติดตั้งที่ ระดับชั้นวางชิ้นงาน เพื่อให้ค่าที่วัดสะท้อนสภาพจริง

แก้ปัญหาความชื้นไม่คงที่ในห้องทดลอง (Lab) ของสถาบันวิจัยโลหะ

ผลลัพธ์: ควบคุมความชื้นได้เสถียรมากขึ้น

หลังปรับระบบ ห้องสามารถรักษาค่าความชื้นให้อยู่ในพิกัดได้ต่อเนื่อง รวมถึงช่วงกลางคืนและวันหยุด และสามารถดึงค่ากลับเข้าสู่เกณฑ์ได้เร็วขึ้นหลังเปิดประตู

นอกจากนี้ยังมี ข้อมูลย้อนหลังและใบสอบเทียบเซ็นเซอร์ สำหรับใช้ประกอบการตรวจประเมิน ช่วยลดปัญหาการต้องเริ่มนับเวลาปรับสภาพชิ้นงานใหม่อีกครั้ง

สรุป

การควบคุมความชื้นห้องแล็บให้สอดคล้องกับ ISO เริ่มจากการรู้ว่าตัวเลขที่ต้องคุมมาจากมาตรฐานวิธีทดสอบ ไม่ใช่จาก ISO/IEC 17025 โดยตรง จากนั้นจึงออกแบบระบบให้แยกงานลดความชื้นออกจากเครื่องปรับอากาศ จัดการอากาศจากภายนอกด้วยความดันบวกและการลดความชื้นก่อนเข้าห้อง แล้วปิดท้ายด้วยระบบบันทึกข้อมูลที่มีใบสอบเทียบรองรับ

FAQ

Q1: ISO 17025 กำหนดความชื้นห้องแล็บไว้ที่กี่เปอร์เซ็นต์?

A: ไม่ได้กำหนดตัวเลข แต่ข้อ 6.3 กำหนดให้ห้องปฏิบัติการต้องระบุสภาวะแวดล้อมที่จำเป็นไว้เป็นเอกสาร ควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ และเฝ้าติดตามบันทึกไว้ ตัวเลขจริงมาจากมาตรฐานวิธีทดสอบที่ใช้ เช่น ISO 291 หรือ ISO 139

Q2: ใช้เครื่องปรับอากาศอย่างเดียวคุมความชื้นห้องแล็บได้ไหม?

A: ได้ เฉพาะห้องที่พิกัดกว้างมากเท่านั้น เพราะแอร์จะลดความชื้นได้ก็ต่อเมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงาน พอห้องเย็นถึงค่าที่ตั้งไว้แล้วคอมเพรสเซอร์ตัด ความชื้นจะไต่กลับขึ้นทันที ห้องที่ต้องคุม ±5% RH จึงต้องมีเครื่องลดความชื้นแยกต่างหาก

Q3: ห้องแล็บควรใช้เครื่องลดความชื้นแบบไหน?

A: ถ้าคุมที่ 50-60% RH ที่อุณหภูมิห้องปกติ แบบคอมเพรสเซอร์ใช้ได้ แต่ถ้าต้องคุมต่ำกว่า 40% RH เช่น ห้องชั่งสารดูดความชื้นหรือห้องเก็บตัวอย่างพิเศษ ควรใช้แบบ Desiccant ซึ่งใช้ซิลิกาเจลเป็นตัวดูดซับ

Q4: ต้องตรวจสอบเทียบเซ็นเซอร์วัดความชื้นบ่อยแค่ไหน?

A: ตรวจสอบเทียบปีละครั้ง แต่ความถี่ที่เหมาะสมต้องกำหนดจากความสำคัญของค่าที่วัด และประวัติการเบี่ยงเบนของเซ็นเซอร์ตัวนั้น ห้องแล็บควรระบุรอบการสอบเทียบไว้ในเอกสารระบบคุณภาพและมีหลักฐานว่าทำตามจริง

Q5: ห้องปรับสภาพชิ้นงานกับห้องทดสอบต้องแยกกันไหม?

A: ควรแยกถ้าเป็นไปได้ เพราะห้องปรับสภาพต้องคุมค่าความชื้นให้คงที่ต่อเนื่องหลายวัน โดยมีคนเข้าออกน้อยที่สุด ส่วนห้องทดสอบมีคนและเครื่องมือทำงานตลอด ซึ่งเป็นแหล่งความร้อนและความชื้นที่ทำให้ค่าความชื้นไม่คงที่


หากห้องทดลองแล็บของคุณกำลังวางแผนปรับปรุงระบบควบคุมความชื้น เพื่อขอการรับรองมาตรฐาน ทีมงาน Dryer-D ที่มีประสบการณ์ด้านระบบควบคุมความชื้นในงานอุตสาหกรรมมากว่า 7 ปี ยินดีเข้าประเมินหน้างาน และช่วยเลือกระบบที่คุมค่าความชื้นได้ตรงตามพิกัดที่มาตรฐานกำหนด

สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ เครื่องลดความชื้น อุตสาหกรรม Desiccant


☎️ Tel: 02-906-7988, 02-033-5165

🟢 Line: @Dryer-D

📬 Email: dryer.dservice@gmail.com

📘 Facebook: เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น 

บทความล่าสุด

การเลือกเครื่องลดความชื้นโรงงานเครื่องดื่ม ควรดูค่า Dew Point และค่า RH เพื่อป้องกันหยดน้ำบนผิวขวดที่เกิดจากอุณหภูมิขวดต่ำกว่าจุดน้ำค้างของอากาศ
26 ส.ค. 2026
ISO/IEC 17025 ไม่ได้กำหนดค่า RH ตายตัว แต่ให้ห้องทดลอง (Lab) กำหนด ควบคุม และบันทึกความชื้นตามวิธีทดสอบ เพื่อให้ผลทดสอบถูกต้องและตรวจสอบได้
26 ส.ค. 2026
ห้องเก็บไวน์ควรคุมความชื้น 60–70% RH ที่อุณหภูมิ 12–15°C เพื่อรักษาจุกคอร์ก ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ ป้องกันคอร์กแห้งและเชื้อราจากความชื้นสูง
26 ส.ค. 2026
081-4032224 092-2753497 02-9067988 02-0035165 dryer_d เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น